อินพุตแบบ Dual XLR: มีช่องรับสัญญาณ XLR 2 ช่อง (Left/Right) สามารถเลือกรับสัญญาณแบบ Stereo หรือจะรับ 2 สัญญาณที่ต่างกันแล้วนำมาผสมกันในโหมด Mono/Mix ก็ได้ (เช่น ช่อง 1 รับเสียงรวมของวง, ช่อง 2 รับเสียงเครื่องดนตรีตัวเอง)
การควบคุมเสียง: มีปุ่มปรับ Volume (ความดัง) และปุ่ม Balance (ไว้ปรับความสมดุลซ้าย-ขวา หรือปรับสัดส่วนระหว่าง 2 อินพุตในโหมด Mono)
พลังงาน: ใช้งานได้ทั้ง ถ่าน 9V (ใช้งานได้นานถึง 12 ชั่วโมง) หรือจะใช้ DC Adapter (9V) ต่อแยกก็ได้ครับ
ความทนทาน: ตัวเครื่องทำจากโลหะ แข็งแรงมาก (Tank-built) มาพร้อมตัวคลิปสำหรับหนีบเข็มขัด ช่วยให้เคลื่อนไหวบนเวทีได้สะดวก
ความปลอดภัย: มีระบบ Internal Current Limiting เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ระดับเสียงดังเกินไปจนเป็นอันตรายต่อหู
แก้ปัญหามอนิเตอร์ไม่ชัด: บนเวทีที่เสียงดังมาก การมี P1 ช่วยให้คุณได้ยินเสียงตัวเองและเพื่อนร่วมวงผ่านหูฟัง In-ear ได้ชัดเจนโดยไม่ต้องง้อมอนิเตอร์หน้าเวที (Wedge)
ประหยัดงบ: สำหรับวงดนตรีที่อยากเริ่มใช้ระบบ In-Ear Monitor แต่ยังไม่มีงบสำหรับระบบไร้สาย (Wireless) ราคาแพง P1 เป็นทางเลือกแบบ "มีสาย" ที่เสถียรและคุณภาพเสียงดีที่สุดในราคานี้ครับ
ความนิ่งของเสียง: เนื่องจากเป็นระบบมีสาย คุณไม่ต้องกังวลเรื่องสัญญาณคลื่นแทรก (Interference) หรือเสียงหลุดแบบระบบไร้สายราคาถูก
ต้องมีสายลาก: เนื่องจากเป็นแบบมีสาย คุณจะต้องเดินสาย XLR จากมิกเซอร์มาที่ตัว P1 ที่ติดอยู่กับเอว (เหมาะมากสำหรับมือกลอง, มือคีย์บอร์ด หรือนักดนตรีที่ยืนอยู่กับที่)
ขนาด: ตัวเครื่องอาจจะดูใหญ่และมีน้ำหนักนิดหน่อยเมื่อเทียบกับรุ่นเล็กอย่าง P2 แต่แลกมาด้วยความทนทานและการปรับแต่งที่มากกว่า
P1: ใช้ถ่าน 9V หรือ Adapter, มี 2 Input (XLR), ปรับ Balance ได้, ตัวใหญ่กว่า
P2: ใช้ถ่าน AAA 2 ก้อน, มี 1 Input (Combo Jack), ปรับได้แค่ Volume, ขนาดเล็กกระทัดรัดมาก