4 เครื่องใน 1 เดียว: ด้วยการที่มี 4 แชนเนลแยกอิสระ คุณสามารถใช้งานได้ยืดหยุ่นมาก เช่น:
ขับลำโพง Full-range 2 ตัว + Subwoofer 2 ตัว (ในเครื่องเดียว!)
ขับลำโพงมอนิเตอร์บนเวทีแยกกัน 4 ใบ 4 มิกซ์
ใช้ในระบบ Bi-amp (แยกขับเสียงแหลมและเสียงทุ้มแยกแชนเนลกัน)
High-Density Class-D: ให้กำลังขับสูงแต่กินไฟน้อย และที่สำคัญคือ "เบามาก" เมื่อเทียบกับแอมป์ 4 แชนเนลรุ่นเก่าที่ใช้หม้อแปลงเทอร์รอยด์
Zero-Attack Limiters: มีระบบป้องกันลำโพงพีคแยกให้ทุกแชนเนล ช่วยให้มั่นใจได้ว่าลำโพงจะไม่ขาดแม้จะใช้งานหนัก
Crossover ในตัว: มีสวิตช์ด้านหลังเครื่องสำหรับตัดความถี่ (Full range / 100Hz) เพื่อแยกไปขับตู้ซับหรือตู้กลางแหลมได้ทันทีโดยไม่ต้องมีเครื่องปรุงแยก
วงดนตรีเล่นสด (Live Band): เครื่องเดียวสามารถขับได้ทั้งลำโพงคู่หน้า (Main PA) และมอนิเตอร์บนเวที (Stage Monitors) ประหยัดพื้นที่จัดเก็บและขนย้าย
สถานบันเทิง / ร้านอาหาร: ใช้แบ่งโซนเสียงได้ 4 จุดแยกอิสระ หรือใช้ขับระบบลำโพงหลักแบบ Bi-amp เพื่อคุณภาพเสียงที่คมชัดกว่า
งานอีเวนต์เคลื่อนที่: เหมาะกับดีเจหรือผู้รับจัดงานที่ต้องการความรวดเร็วในการติดตั้งและอุปกรณ์น้อยชิ้น
ไม่มี DSP: รุ่น NU4-6000 (ไม่มีตัว D ต่อท้าย) จะไม่มีหน้าจอ LCD และไม่มีระบบปรับแต่ง EQ หรือ Delay อย่างละเอียดผ่านคอมพิวเตอร์เหมือนรุ่น DSP (จะมีเพียงสวิตช์ตัด Cross 100Hz หลังเครื่องเท่านั้น)
การระบายความร้อน: แม้จะเป็น Class-D แต่หากใช้งาน 2 Ohms พร้อมกันทั้ง 4 แชนเนล เครื่องจะทำงานหนักมาก ควรวางในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก
รุ่นปัจจุบัน: Behringer ได้เปลี่ยนโฉมจากรุ่นนี้เป็น NX4-6000 ซึ่งมีดีไซน์ที่ดูดีขึ้นและปรับปรุงระบบ SmartSense (การชดเชยค่าความต้านทานลำโพง) ให้เสียงเบสคมชัดขึ้น
NU4-6000 คือพาวเวอร์แอมป์ที่เน้น "ความยืดหยุ่น" ครับ ถ้าคุณเบื่อที่ต้องขนแอมป์ไปทีละหลายตัว รุ่นนี้คือตัวจบที่ช่วยลดจำนวนเครื่องในแร็คของคุณได้ดีที่สุด